ปวดคอ ปวดไหล่ จากการก้มมองมือถือและสะพายกระเป๋าหนัก

ปวดคอ ปวดไหล่ สาเหตุมีมากกว่าที่คิด พร้อมวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น

หลายคนที่มีอาการปวดคอ ปวดไหล่ ตึงบ่าเป็นประจำ มักเข้าใจว่าสาเหตุมาจาก “ออฟฟิศซินโดรม” เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง อาการปวดคอ ปวดไหล่ อาจเกิดจากหลายปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานเลยก็ได้ ตั้งแต่ท่านอน การเล่นโทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงความเครียดสะสม บทความนี้ชวนทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต และวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นที่ทำได้จริง

ในบทความนี้
  1. ปวดคอ ปวดไหล่ ไม่ได้มาจากออฟฟิศซินโดรมเสมอไป
  2. สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดคอ ปวดไหล่
  3. สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
  4. วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น
  5. เมื่อไหร่ควรพบนักกายภาพบำบัด
  6. สรุป

ปวดคอ ปวดไหล่ ไม่ได้มาจากออฟฟิศซินโดรมเสมอไป

หลายคนคุ้นเคยกับออฟฟิศซินโดรมในฐานะสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่พบบ่อยจริง แต่กล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่เป็นจุดที่ไวต่อความผิดปกติหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางระหว่างวัน ท่านอนตอนกลางคืน หรือแม้แต่ความเครียดที่สะสมโดยไม่รู้ตัว การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้ดูแลตัวเองได้ตรงจุดมากขึ้น

สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดคอ ปวดไหล่

นอกจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน อาการปวดคอ ปวดไหล่ ยังมีสาเหตุอื่นที่พบได้บ่อยไม่แพ้กัน

  • ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์นานๆ (Text Neck) — ยิ่งก้มคอมากเท่าไหร่ น้ำหนักที่กดลงบนกระดูกคอก็ยิ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
  • ท่านอนที่ไม่เหมาะสม — หมอนสูงหรือแบนเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อคอเกร็งค้างตลอดคืน
  • ความเครียดสะสม — เมื่อเครียด กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอมักเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว
  • ปวดสะบักจากการใช้กล้ามเนื้อไหล่ซ้ำๆ เช่น สะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว
  • ภาวะสะบักจม ที่ทำให้กล้ามเนื้อรอบสะบักทำงานหนักผิดปกติ
  • การบาดเจ็บจากการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ใช้ไหล่มาก เช่น ว่ายน้ำ ยกน้ำหนัก

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

อาการปวดคอ ปวดไหล่ บางลักษณะอาจบ่งบอกว่าไม่ใช่แค่ความล้าธรรมดา ควรสังเกตสัญญาณเหล่านี้

  • ปวดร้าวจากคอลงไปแขนหรือมือ ร่วมกับอาการชา
  • คอหรือไหล่ขยับได้จำกัด หมุนหรือเงยหน้าลำบาก
  • ปวดจนสะดุ้งตื่นกลางดึก หรือปวดตลอดเวลาแม้พักผ่อนแล้ว
  • มีอาการอ่อนแรงที่แขนหรือมือร่วมด้วย
  • ปวดหัวจากกล้ามเนื้อต้นคอตึงตัวเรื้อรัง

วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น

หากอาการยังไม่รุนแรง สามารถเริ่มดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีเหล่านี้

  1. ปรับระยะและมุมมือถือ — ยกโทรศัพท์ขึ้นมาระดับสายตาแทนการก้มมอง ลดแรงกดที่ต้นคอ
  2. เลือกหมอนให้เหมาะกับท่านอน — ไม่สูงหรือแบนเกินไป รองรับส่วนโค้งของคอได้พอดี
  3. ยืดกล้ามเนื้อคอและบ่าเบาๆ ทุก 1-2 ชั่วโมง ค้างไว้ 15-20 วินาทีต่อท่า
  4. จัดการความเครียด ด้วยการหายใจลึกๆ หรือพักสายตาสั้นๆ ระหว่างวัน
  5. ควบคู่ไปกับการปรับท่านั่งให้ถูกต้อง เพื่อลดภาระต่อกล้ามเนื้อคอและไหล่ตั้งแต่ต้นทาง

เมื่อไหร่ควรพบนักกายภาพบำบัด

หากลองดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีสัญญาณเตือนตามที่กล่าวไปข้างต้น ควรปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อตรวจประเมินหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะอาการปวดคอ ปวดไหล่ ที่ดูคล้ายกัน อาจมีต้นตอแตกต่างกันไปในแต่ละคน การดูแลที่ตรงจุดอาจช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

อ่านเพิ่มเติม: อาการปวดคอ ปวดบ่า และสะบัก: สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกัน


สรุป

ปวดคอ ปวดไหล่ ไม่ได้มีสาเหตุจากออฟฟิศซินโดรมเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันหลายด้าน ทั้งท่าทาง การใช้โทรศัพท์ ท่านอน และความเครียด การสังเกตสัญญาณเตือนและปรับพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการเรื้อรังได้มาก

หากคุณมีอาการปวดคอ ปวดไหล่ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน Body & Mind Clinic พร้อมให้บริการตรวจประเมินโดยนักกายภาพบำบัดผู้มีประสบการณ์ พร้อมออกแบบโปรแกรมการรักษาที่เหมาะกับอาการของแต่ละคนโดยเฉพาะ นัดหมายเพื่อปรึกษาและเริ่มดูแลคอ ไหล่ของคุณได้ตั้งแต่วันนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง